How World War 1 ‘Christmas Truce’ Can Restore Our Faith in Humanity | เรื่องราวแห่งสันติภาพท่ามกลางสงครามเมื่อ100กว่าปี #ThisIsYoga

My dear Light family…

ถึงโยคีตื่นรู้ และครอบครัวแห่งแสงสว่าง photons ที่รักทุกท่าน…

It’s almost the new year AGAIN?!? Hahaha… How have you been?

How has 2019 treating and teaching you?

What has been challenging to your spiritual evolution this year?

จะสิ้นปีอีกแล้ว ผมไม่ค่อยได้ โพสต์ ให้หายคิดถึงเท่าไหร่เลย ผมขอโทษด้วยนะครับ

สบายดีกันไหมครับ?

แม้บางท่านอาจจะไม่ได้มีพื้นหลังทางศาสนาคริสต์หรือยึดติดการเฉลิมฉลอง Christmas ก็ตาม ผมเชื่อว่า ความรัก และดรตรีเป็นภาษาสากล / ศาสนา จักรวาล ที่ #ลึกกว่าอาสนะ

ผมมีเรื่องราวที่อาจจะละลายหัวใจของทุกท่าน ที่เล่าขาน ผ่านปากต่อปากและจดหมายถึงครอบครัว ที่ทหารช่วงสงครามโลกที่ส่งให้ครอบครัวพวกเขา:’)

“ทุกๆคนเป็นคนดี ตื่นรู้ อยู่แล้ว ไม่มีใครอยากเป็นคนเลว หรือฆาตกรเลย”

“Every human has being as the background of their existence. No body wants to be a murderer or ‘bad’ guy in another’s holographic ‘movie’. Trust in that light of pure awareness of LOVE in everyONE. I created that form and it was/IS good.”

~ inspired by Divine, Genesis 1:11
Christmas Deco or Love amongst fear:’)

Even though many of you are not labeling yourself religious or Christian, I know by heart that you are spiritually open enough to receive this message of ONE YOUniversal Love via this beautiful story told through the letters written by soldiers sent home to their families during World War 1 : “Christmas Truce”

And I hope and pray that you would find it esoterically elevating and trusting in Love amongst fear in this dark world… again:’)

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือสงครามที่เกิดขึ้นในศูนย์กลางของทวีปยุโรป เป็นการช่วงชิงความยิ่งใหญ่กันระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีพี่ใหญ่เป็น อังกฤษ, ฝรั่งเศส และ รัสเซีย ขณะที่ฝ่ายอำนาจกลางนำโดย เยอรมัน, ออสเตรีย, ฮังการี และ อิตาลี

ขึ้นชื่อว่าสงครามแน่นอนว่าไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องบิน, รถถัง และ ลูกระเบิด เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกำลังรบที่มีชีวิตและมีเลือดเนื้อเชื้อไขอย่าง “ทหาร” ซึ่งในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น มีทหารของทั่งสองฝั่งร่วมรบกันกว่า 130 ล้านนาย 

ทว่าสำหรับเหล่าทหารที่มาจากร้อยพ่อพันแม่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับให้เป็นเครื่องสังหารมนุษย์ได้ และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่ “คำสั่ง” ไม่อาจได้ผล…

1914…ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

This is ‘YOGA’, YOUnion to me:’)
Photo credit : historicalfirearms.info

หลังจากสงครามเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม ทั้งสองฝ่ายฟาดฟันกันตามความคิดเห็นที่แตกต่าง หลายเดือนผ่านไปตัวเลขของทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีมากถึง 1 ล้านคน

การสู้รบเกิดขึ้นด้านตะวันตกของฝรั่งเศสที่มีกองกำลังรบของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสปักหลักอยู่ร่วมกัน ดาหน้าฆ่ากองทัพเยอรมัน…ความตึงเครียดดำเนินไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ แต่ละฝั่งเริ่มสร้างแนวป้องกันให้เเข็งแกร่งขึ้นเพื่อป้องการโจมตีของข้าศึก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการเกณฑ์ทหารเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อแสดงถึงแสนยานุภาพของกองทัพ

ทุกค่ำคืนเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว มีเพียงเเสงดาวเท่านั้น ที่พอทำให้ทหารแต่ละนายรู้สึกว่า อย่างน้อยๆพวกเขาก็ยังได้มองมันพร้อมกับคนที่บ้าน ทว่ายังไม่ทันได้ฝันไปไกลเสียงระเบิดและเสียงปืน ก็ดังขัดจังหวะทุกทีไป

ในสภาพที่สิ้นหวังของเหล่าผู้รับคำสั่งด้วยความจำใจ ที่สุดเเล้วเมื่อเหล่าแม่ทัพไม่มีทีท่าลดราวาศอก สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 11 ก็ได้เป็นผู้ริเริ่มความคิดที่จะขอช่วงเวลาเล็กๆให้เหล่าผู้เลื่อมใสในศาสนาได้มีค่ำคืนสำหรับการเฉลิมฉลอง 

ในเดือน ธันวาคม ปี 1914 สมเด็จพระสันตะปาปาอ้อนวอนให้แต่ละประเทศผ่านจดหมายว่า “หยุดลั่นกระสุนกันในวันที่เหล่าเทวดากำลังร้องเพลง” 

อย่างไรก็ตามในวาระสงครามที่ตึงเครียดไม่อาจจะมีที่ว่างให้กับการหย่อนยาน เซอร์ จอห์น เฟร้นช์ ผู้บัญชากรกองกำลังของอังกฤษ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “มีเพียงแค่ธงขาวของพวกเยอรมันเท่านั้น ที่จะทำให้เสียงปืนสงบลงได้” 

แม้ว่าคำขอของสมเด็จพระสันตะปาปาโดนปฎิเสธ แต่จดหมายฉบับนั้นเป็นเหมือนกับคลื่นใต้น้ำ เรื่องเริ่มเข้าหูเหล่าพลทหาร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้กับกระบอกปืนเเละเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากที่สุด และเมื่อพวกเขารู้ว่าหากมีเพียงสัก 1 คืนที่จะเข้านอนด้วยความสงบ และไร้เสียงปืนรบกวนน่าจะเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่มีความสุขสำหรับพวกเขาในเวลานั้น  แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อผู้นำยืนกรานว่า “ยิงเท่านั้น” เพื่อความยิ่งใหญ่ของกองทัพ ตอนนี้เสียงในหัวของเหล่าทหารหาญเริ่มจะตีกัน พวกเขาต้องเลือกว่าคำสั่งและความหวัง อะไรคือสิ่งที่สมควรกระทำที่สุด? 

คริสมาสต์อีฟแห่งความฉงน 

และเเล้วเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองของชาวคริสต์ก็เดินทางมาถึง โดยปกติเเล้วในค่ำคืนของวันที่ 24 ธันวาคม ถือเป็นวันคริสต์มาสอีฟ ความจริงแล้วชาวคริสต์ส่วนใหญ่จะต้องกินมื้อเย็นกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้า แต่ปี 1914 แตกต่างออกไป

ทหารทั้งสองฝั่งต้องนอนเฝ้าสนาม เพื่อสังเกตเวรยาม จากไวน์บนโต๊ะอาหาร ถูกเปลี่ยน เป็นน้ำในกระติกสนาม, เนื้อไก่งวงตัวโต ถูกแทนที่ด้วยขนมปังอันเป็นเสบียงของกองทัพ นี่อาจจะเป็นคริสต์มาสอีฟที่เหี่ยวเฉาที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็เป็นได้ และบางทีอาจเป็นคริสมาสต์สุดท้าย… 

ขณะที่กำลังลิ้มรสอาหารที่จืดชืด และเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน เสียงเพลง No Man’s Land ดังขึ้นภายใต้ความมืด เพลงประจำวันคริสต์มาสดังลอยมาพร้อมกับสายลม ท่วงทำนองของเพลงยังดังออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งทำนองของเพลง  O, Holy Night และปิดท้ายด้วยทำนองของเพลง God Save the king 

แม้จะเป็นทำนองที่คุ้นหูแต่ทหารอังกฤษก็จับใจความไม่ได้ เหตุผลก็เพราะเพลงทั้งหมดที่กล่าวมาถูกร้องด้วยภาษาเยอรมันนั่นเอง

ทหารอังกฤษสอดสายตาเข้าไปในความมืด โดยมีเส้นนำสายตาที่เป็นเเสงจากตะเกียง ไม่ผิดแน่นั่นคือเหล่าทหารของเยอรมัน ถึงตอนนี้พวกเขารู้เเล้วว่าการสงบศึกชั่วคราว 1 คืนเป็นเพียงสิ่งที่ทำได้แค่ฝันไปเท่านั้น

“คุณไม่ยิง เราไม่ยิง” เสียงตะโกนออกมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแปลกๆของชาวเยอรมัน 

“เรามองเห็นจากครึ่งทาง ทหารเยอรมัน 4 คนเดินมาและตะโกนว่าพวกเขาจะไม่ลั่นกระสุนในวันคริสต์มาส หากพวกเราเลือกที่จะไม่ยิงเหมือนกัน” นี่คือสิ่งที่พลปืนยาวของกองทัพแห่ง บิสช็อป สตอร์ตฟอร์ด เขียนทิ้งเอาไว้ในบันทึกสงครามครั้งนั้น

แน่นอนว่าในทีแรกต่างฝ่ายต่างไม่สามารถไว้ใจอีกฝั่งได้ เพราะการกระหน่ำยิงกันมายาวนานถึง 5 เดือน จะสงบศึกกันง่ายแบบนี้เชียวหรือ ทว่าหลังจากเมื่อฝ่ายเยอรมันเข้าหาด้วยความจริงใจ และฝั่งอังกฤษก็ถวิลหาความสงบอยู่แล้ว ถึงแม้เพียงจะชั่วครู่ก็ตาม สุดท้ายคริสต์มาสอีฟคืนนั้นก็กลายเป็นค่ำคืนในตำนานสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ถูกเรียกว่า The Christmas Truce หรือ “การพักรบคริสต์มาส” นั่นเอง

“วงดนตรีของเยอรมันเล่นเพลงของพวกเขา 2-3 เพลง ก่อนจะร้องเพลงโฮม สวีต โฮม  จนกระทั่งพวกเขาเล่นเพลง ‘God Save The King’ พวกเราทุกคนก็เริ่มเชียร์พวกเขาทันที”เอช.ดิกสัน ทหารจากกอง วาร์วิคเชียร์ บันทึกสิ่งนี้ไว้ในจดหมายของเขา

ทหารอังกฤษเริ่มเห็นเเสงเทียนระยิบระยับตามต้นไม้ ซึ่งการประดับเทียนนี้เองเป็นหนึ่งในประเพณีวันคริสต์มาสของเยอรมัน เสียงเพลงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นเพลงซึ้ง และขยับจังหวะเป็นความสนุกสนาน สุดท้ายที่สุดเเล้วทั้งสองฝั่งก็ผลัดกันร้องเพลงรับส่งกันไปมา ราวกับว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ที่มีคนเสียชีวิตมาก่อน

เช้าวันใหม่ที่สดใสกว่าเก่า

หลังจากผ่านค่ำคืนที่งุนงนไปพร้อมๆกับรอยยิ้ม เมื่อเช้าวันที่ 25 อันเป็นวันคริสต์มาสมาถึง เหล่าทหารของเยอรมันเยอรมันพยายามแสดงตัวว่าพวกเขามาอย่างเป็นมิตรด้วยการถอดถุงมือออกและชูขึ้นเหนือสนามเพลาะ (คูที่ขุดสำหรับกำบังตัวในสนามรบ)  

แม้ค่ำคืนคริสต์มาสอีฟจะไม่มีเสียงปืนดัง แต่ฝั่งอังกฤษยังกังวลการกระทำดังกล่าว จะเป็นกับดักเหมือนกับที่พวกเขาเคยเจอมาอย่างโชกโชนก่อนหน้านี้

“เราเห็นถึงมือชูขึ้นเหนือหลุมหลบภัยของพวกเขา การที่เราจะเข้าไปอาจจะเป็นกับดักที่เรียกว่า “เดอะ เดธ แทรป” ที่เคยใช้ฆ่าคนตายได้นับร้อยคน” จูเนียร์ ออฟฟิเซอร์ 

อย่างไรก็ตามหนนี้ไม่มีกับดักๆใดซ่อนอยู่ ทหารเยอรมันตระโกนออกมาอีกครั้งว่า “เมอร์รี่ คริสต์มาส” และเดินออกมาแบบไร้อาวุธพร้อมด้วยของขวัญเล็กๆน้อยเท่าที่จะหาได้ในช่วงเวลานั้น และทหารอังกฤษ ก็เชื่อสนิทใจก่อนกลายเป็นวันคริสมาสต์โดยสมบูรณ์ในท้ายที่สุด 

“เราเดินเข้าไปหาพวกเขา มีทหารเยอรมันราว 30 คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ มันเป็นคริสต์มาสที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ มันอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆไปบ้าง”

ในเมื่อไม่มีการยิงกันก็ได้เวลาที่จะหาช่วงเวลาสันทนาการให้สมกับเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง 

“ห่างออกไปหนึ่งร้อยหลาด้านหลังของสนามเพลาะ เราเห็นหมู่บ้านเล็กๆที่ถูกทิ้งร้างและเต็มไปด้วยปลอกกระสุน เราจึงได้เขาไปค้นๆเผื่อจะเจออะไรบางอย่าง แต่เราก็ได้พบกับ จักรยานเก่าๆ, หมวกทรงสูง, หมวกฟาง ,ร่ม และอื่นๆอีกมากมาย เราลองเอาของพวกนั้นมาสวมดูและก็หัวเราะกันร่วนด้วยความตลก บางคนก็เอาจักรยานมาปั่นแข่งกัน”

มีหลายข้อมูลที่อ้างอิงว่า ณ พื้นที่ของเมือง แซงต์ อีฟส์ มีเกมฟุตบอลกระชับมิตรของทั้งสองฝั่งเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ เดอะ ไทม์ ฉบับตีพิมพ์ในปี 1915 รายงานว่า “การเเข่งฟุตบอลระหว่างเรา และพวกเขาหน้าสนามเพลาะ”

อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาที่ผานพ้นไปหลายปี จึงทำให้ข้อมูลของและผลการเเข่งขันของเกมระหว่างกองทัพอังกฤษและเยอรมันไม่ตรงกัน บางที่ก็อ้างว่าเยอรมันเป็นฝ่ายชนะด้วยสกอร์ 3-2 หรือ 2-1 ส่วนสื่อบางเจ้าก็บอกว่าอังกฤษเอาชนะไป 4-1 

ถึงตรงนี้ผลการเเข่งขันคงไม่ใช่สิ่งจำเป็นเเล้ว การได้พูดคุย กินดื่มและเตะฟุตบอลร่วมกันทำให้ ทหารทั้งสองฝั่งเกิดสนิทชิดเชื้อกันขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆ ว่ากันว่าด้วยความสนิทสนมหลังจากวันคริสต์มาสนี้ ทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายไม่กล้าที่จะยิงใส่กัน จนถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนชุดกองกำลังเข้ามาประจำการในพื้นที่ดังกล่าวเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้มีศพของทหารทั้งสองฝั่งที่นอนตายเกลื่อนเเต่ไม่สามารถเข้าไปเก็บและนำไปฝังได้ เพราะอยู่ในพื้นที่สีแดงหากก้าวข้ามไปอาจจะโดนยิงจนพากันตายได้ ทว่าหลังจากคริสต์มาสและเกมฟุตบอลกระชับมิตรแบบต้นตำหรับนั้นทำให้ทั้งสองฝ่ายมองกันด้วยความอาทรมากขึ้น…

ลองดู VDO แบบยาวๆและนั่งหลังไม่ค่อม หายใจลึกๆไปกับพลังงานรักท่ามกลงสงครามกันนะครับ

“In every dark human, there’s always being hidden somewhere. Deep down, in every dark clouds there’s spacious ‘blue’ sky… Trust and have faith in one another. We have been through a lot already for the past century.

I love YOU, human BEINGs;’)

ลึกๆแล้วทุกคนเป็นคนดี ไม่มีใครอยากให้สงครามระหว่าง’เรา’ เกิดหรอก จงเชื่อมั่นในแสงสว่างของกันและกัน 100 กว่าปีที่ผ่านมา เราผ่านอะไรมามากมายแล้วที่รัก

That’s ME humanity, we have been through much.”

~ #โยคะตื่นรู้ #AwakeningYogaWithBank ONE Source

Choose love over fear & separation.

P.S. ป.ล. FREE Gift of High Vibrational Online Session for YOU this pre Christmas: Check out my FB page and stay tuned, in LOVE.

Sources | อ้างอิง :

https://www.smithsonianmag.com/history/the-story-of-the-wwi-christmas-truce-11972213/

https://www.washingtonpost.com/news/retropolis/wp/2017/12/24/the-christmas-truce-miracle-soldiers-put-down-their-guns-to-sing-carols-and-drink-wine/?noredirect=on&utm_term=.46d3a48dcee4
https://www.ducksters.com/history/world_war_i/christmas_truce.php https://www.bbc.com/news/uk-england-kent-37256796

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close